โพรมีธีอุส 1.4

ตอน "จาก Lawrence of Arabia (1962) ถึง Prometheus (2012) (ห่างกันถึง 50 ปี!)

ลอว์เรนซ์แห่งอาราเบีย (อังกฤษ: Lawrence of Arabia) เป็นภาพยนตร์มหากาพย์-สงคราม อีกเรื่องที่ได้รับการยอมรับว่ายิ่งใหญ่ตลอดกาล ออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1962 โดยโคลัมเบียพิกเจอร์ส ผลงานของ เดวิด ลีน ผู้กำกับ กับ แซม สปีเกล ผู้อำนวยการสร้าง (หลังจากเคยมีผลงานร่วมกันใน The Bridge on the River Kwai เมื่อ ค.ศ. 1957) บทภาพยนตร์ โดย โรเบิร์ต โบลต์ และ ไมเคิล วิลสัน ดัดแปลงจากชีวประวัติจริงของ ที. อี. ลอว์เรนซ์

เรื่องย่อ : โทมัส เอดเวิร์ด ลอว์เรนซ์ ทหารชาวอังกฤษที่ใช้ชีวิตในอาหรับ เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าชายไฟซาล (ไฟซาล บิน อัล-ฮุสเซน บิน อาลี อัล-ฮาเชมี, ต่อมาคือ กษัตริย์ไฟซาลที่ 1 แห่งซีเรียและอิรัก) ในช่วงการปฏิวัติอาหรับ เพื่อปลดแอกจากจักรวรรดิออตโตมัน-เติร์ก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ช่วงปี ค.ศ. 1916 - 1918

7 รางวัลออสการ์ : สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม, สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม, สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม, สาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม




* แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับ Prometheus มาลองกันเลย ... :)



1.
หุ่น David / Lawrence :
ในหนัง Prometheus มีฉากสั้นๆ หุ่นยนต์เดวิด ฝึกพูดภาษากับอาจารย์โฮโลกแกรม ต่อมาก็ไปชมภาพยนตร์ Lawrence of Arabia(1962) นั่นเอง...เป็นฉากมีคนโดนไฟเจ็บ แล้วประโยคสำคัญตอนท้ายสรุปว่า "The trick is not minding that it hurts" : เคล็ดลับคืออย่าไปสนใจว่ามันเจ็บ...เดวิด ถูกใจประโยคนี้ท่องไม่ขาดปาก...

นอกจากนี้ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ที่แสดงเป็นเดวิด หน้าคล้ายกับ ปีเตอร์ โอ ทูล ที่แสดงเป็นลอว์เรนซ์ และในหนังก็มีทรงผมเดียวกัน เรียกว่า เดวิด ได้แรงบันดาลใจมาตก ลอว์เรนซ์ เต็มๆ ^^ (หรือสื่ออีกนัยยะ ปีเตอร์ เวย์แลนด์ ได้แรงบันดาลใจสร้าง เดวิด จาก ลอว์เรนซ์ อีกที)





2. "Big things have small beginnings."

" สิ่งยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ" : คำที่ David พูด มาจากประโยคเดียวกันของ Mr. Dryden ใน Lawrence of Arabia (Big things have small beginnings, sir.)



3. "There is nothing in the desert and no man needs nothing."

"ไม่มีอะไรในทะเลทราย และไม่มีใครที่ไม่ปรารถนาอะไรเลย" : คำพูดของ David อีกประโยค ... ในเรื่อง เดวิดบอกว่า เผลอพูดประโยคนี้แค่จำมาจากหนังที่ผมชอบ ภาพยนตร์ Lawrence of Arabia นั่นเอง (* มาจาก เจ้าชาย Feisal กล่าวไว้ใน Lawrence of Arabia ว่า... " No Arab loves the desert. We love water and green trees. There is nothing in the desert and no man needs nothing.")



4.
LV-223 / หุบเขาทะเลทราย

ภูมิประเทศบนดาว LV-223 ถ่ายทำจาก หุบเขาทะเลทราย "Wadi Rum" ประเทศ Jordan เป็นหลัก --- ซึ่งก็เป็นฉากสำคัญหลักที่เคยใช้ในภาพยนตร์ Lawrence of Arabia ด้วยเช่นกัน




5.
Peter Weyland /Lawrence : ในคลิปวิดีโอ Viral โปรโมทหนัง (ฉากนี้ที่ไม่มีในโรง) : "ปีเตอร์ เวย์แลนด์" วัยหนุ่ม (รับบทโดย กาย เพียร์ซ)...แถลงปาฐกถา แสดงวิสัยทัศน์ บนเวที TED ปี ค.ศ.2023 ก็มีการเกริ่นถึง ลอว์เรนซ์ กรณีไฟ ด้วยเช่นกัน อันเชื่อมโยงกับเทพโพรมีธีอุส ...



- แปลไทย และขยาย ( *พากย์ไทย ในวงเล็บที่สีต่างกัน คือข้อความที่อยู่ในคลิปภาคขยาย 6 นาที ฉบับแถมในแผ่น Bluray Extra เท่านั้น ดูคลิปฉบับขยายได้ที่ https://vimeo.com/50383392 ) -

T.E. Lawrence, eponymously of Arabia but very much an Englishman, favoured pinching a burning match between his fingers to put it out. When asked by his colleague William Potter to reveal his trick, how is it he effectively extinguished the flame without hurting himself whatsoever, Lawrence just smiled and said, "The trick, Potter, is not minding it hurts."

(( I am a law only for my kind, i am not a law for all " / ฉันคือกฏหมาย ที่มีไว้สำหรับคนอย่างฉัน --- ฉันคือกฏหมาย ที่มีไว้สำหรับคนอย่างฉัน --- ไม่ใช่กฏหมายสำหรับคนอื่น " ... (คือคำเกริ่น เปิดฉาก ที่เวย์แลนด์ท่อง) (เป็นคำปรัชญา จากหนังสือ Thus Spoke Zarathustra โดยนักปรัชญาชาวเยอรมัน นาม Friedrich Nietzsche (ฟรีดริช นิทเช่) ))

ที. อี. ลอว์เรนซ์ โด่งดังในชื่อ "ลอว์เรนซ์แห่งอาราเบีย" แต่จริงๆ แล้วเป็นชาวอังกฤษ ชอบบีบหัวไม้ขีดที่มีไฟติดอยู่ด้วยมือเปล่า ให้ไฟดับ เมื่อเพื่อนร่วมงาน วิลเลี่ยม พ็อตเตอร์ ถามเขาถึงเคล็ดลับ ว่าเขาดับไฟด้วยมือเปล่าได้อย่างไรโดยไม่ทำให้ตัวเองเจ็บตัว ลอว์เรนซ์ได้แต่ยิ้ม และกล่าวว่า "พ็อตเตอร์...." เคล็ดลับจริงๆ ก็คือ อย่าไปสนใจว่ามันเจ็บ"

The fire that danced at the end of that match was a gift from the titan Prometheus, a gift that he stole from the gods. When Prometheus was caught and brought to justice for his theft, the gods, well, you might say they overreacted a little. The poor man was tied to a rock, as an eagle ripped through his belly and ate his liver over and over, day after day, ad infinitum. All because he gave us fire. Our first true piece of technology, fire... 

เปลวไฟที่ลุกโชนบนปลายไม้ขีดนั้น เป็นของขวัญจากไททันนามว่า 'โพรมีธีอุส' ของขวัญที่เขาขโมยมาจากเหล่าเทพเจ้า
(( ผู้ที่เกรงว่า เราจะทำอะไรกับไฟนั่น เมื่อมันไปตกอยู่ในมือเล็กๆของเรา )) และโพรมีธีอุสถูกจับได้ และถูกลงโทษต่อสิ่งที่เขาทำลงไป ส่วนเหล่าทวยเทพนั้น เราคงพูดได้ว่า ตีโพยตีพายลงโทษรุนแรงเกินไปหน่อย โพรมีธีอุสผู้น่าสงสารโดนมัดไว้กับหินก้อนหนึ่ง แล้วถูกพญาอินทรีฉีกเจาะทะลุท้อง กัดกินตับของเขา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า วันแล้ว วันเล่า คืนแล้ว คืนเล่า ทั้งหมดนั้นเพราะเขามอบไฟให้พวกเรา มันคือเทคโนโลยีชิ้นแรกสุดของมนุษย์ : ไฟ (นั้นก็ผ่านมาช้านานแล้ว คำถามที่ตามมาคือ เราทำอะไรกับมันบ้าง

100,000 BC: Stone tools.
100,000 ปีก่อนคริสตกาล เครื่องมือหิน

4,000 BC: The wheel.
4,000 ปี ก่อนคริสตกาล ล้อรถ

(( 800 ปีก่อนคริสตกาล นาฬิกาแดด ))

9th century AD: Gunpowder. Bit of a game-changer, that one.
ศตวรรษที่ 9 หลังคริสตกาล ดินปืน นั่นทำให้เกมเปลี่ยน พลิกประวัติศาสตร์

(( ค.ศ. 1441 แท่นพิมพ์ ซึ่งทรงอิทธิพลต่อมา ))

19th century: Eureka! The light bulb!!
ศตวรรษที่ 19 เครืองจักรไอน้ำ รางรถไฟ ยูเรก้า! หลอดไฟ!

20th century: The automobile, television, nuclear weapons, space craft, Internet.
ศตวรรษที่ 20 รถยนต์ โทรทัศน์ อาวุธนิวเคลียร์ ยานอวกาศ อินเทอร์เน็ต

21st century: Biotech, nanotech, fusion and fission and M-theory -- and that was just the first decade.
ศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีชีวะ, นาโน ฟิวชั่น กับฟิชชั่น และทฤษฎีM ทั้งหมดนั้นแค่ในทศวรรษแรก

We are now three months into the year of our Lord, 2023. At this moment in our civilization, we can create cybernetic individuals who, in just a few short years, will be completely indistinguishable from us. Which leads to an obvious conclusion: We are the gods now.

อีกเพียง 3 เดือนก็จะเข้าสู่ปี 2023 ณ เวลานี้อารยธรรมของพวกเรา
(เราใกล้จะแปรสภาพดาวเคราะห์ ที่สิบปีก่อนยังไม่ถูกค้นเลย เราระบุรหัสพันธุกรรมที่อยู่เบื้องหลัง 98%ของมะเร็ง ที่ทำเราเสียหาย แต่เรารักษามันได้) เราสามารถสร้างมนุษย์ไซเบอร์เนติกส์ แบบที่ในอีกไม่กี่ปีจะไม่สามารถแยกแยะออกจากมนุษย์อย่างพวกเราได้เลย ซึ่งทำให้เรามาถึงบทสรุปที่ชัดแจ้งว่า พวกเรา...เป็นเทพเจ้าแล้ว (( ไม่มีใครแย้งผมแสดงว่า ผมพูดถูก เรามีพลังอันเหลือเชื่อ พลังที่จะแปรสภาพ ที่จะทำลายและสร้างใหม่อีกครั้ง แน่นอนคำถามก็คือ เราควรจะทำอะไรกับพลังนี้ หรือคำถามสำคัญกว่าที่ควรถามคือ เรามีสิทธิ์ทำอะไรกับพลังนี้ได้บ้าง คำตอบของคำถามพวกเอ๋ย ก็คือ ไม่มีเลย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ กฏหมาย ข้อจำกัดจริยธรรมบรรดามี ทั้งหมดล้วนกีดกันเรา ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า แล้วมันมีจริยธรรมไหมล่ะ ช่วงที่อาระเบียเกิดความขัดแย้ง ทำไมถึงมีกฎเกณฑ์โน้นนี่ไม่ให้ดูแลวัฒนธรรมที่ยากจน ทำไมถึงมีกฏหมายที่ระบุว่าถ้าเราสร้างมนุษย์จากสายไฟและโลหะ มนุษย์ที่ไม่มีวันแก่เฒ่า ไม่รู้สึกถึงความร้อนของดวงดาว หรือความเย็นของดาวจันทร์ เหตุใดสิ่งเหลือเชื่อพวกนี้ถึงถูกมองว่าผิดธรรมชาติ คำตอบของคำถามเหล่านี้ง่ายมาก กฏเกณฑ์เหล่านี้ มีขึ้นก็เพราะคนสร้างสมมุติมัน กลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่สร้างกฎขึ้นมา แต่ผมไม่กลัว ))

For those of you who know me, you will be aware by now that my ambition is unlimited. You know that I will settle for nothing short of greatness, or I will die trying. For those of you who do not yet know me, allow me to introduce myself: My name is Peter Weyland. And if you’ll indulge me, I’d like to change the world.

สำหรับท่านๆ ที่รู้จักว่าผมเป็นใคร ท่านคงรู้แล้วว่าความทะเยอทะยานของผมนั้นไร้ขีดจำกัด
ท่านรู้ว่าผมจะไม่หยุดจนกว่าจะได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่เช่นนั้นก็พยายามไปจนตายไปข้าง สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักผม ขออนุญาตให้ผมแนะนำตัว ผมคือ ปีเตอร์ เวย์แลนด์ และถ้าท่านยินยอมละก็... ผมอยากจะเปลี่ยนโลก